บทนำ
ในตลาดหุ้นนั้นประกอบไปด้วยนักลงทุนหลากหลายประเภท ทั้งนักลงทุนรายย่อย นักลงทุนสถาบัน นักลงทุนเชิงกลยุทธ์ และนักลงทุนรูปแบบอื่นๆอีกมากมาย การซื้อขายของหุ้นที่เกิดขึ้นในตลาดส่งผลให้ราคามีการปรับตัวขึ้นและลงตามหลัก Demand-Supply (คนซื้อเยอะราคาหุ้นขึ้น คนขายเยอะราคาหุ้นลง) นักลงทุนรายย่อยอย่างเราๆก็เรียกได้ว่าเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เกิดการปรับตัวของราคา แต่การขึ้นลงของราคาที่แรงๆในตลาดส่วนมากมาจากการซื้อขายหุ้นในปริมาณมากของนักลงทุนรายใหญ่อย่างเช่น นักลงทุนสถาบัน หรือที่เรารู้จักกันในคำว่า Big Lot วันนี้เราจะไปทำความรู้จักกันว่าเงื่อนไขไหนถึงจะเป็น Big Lot และมีความสำคัญอย่างไรต่อราคาหุ้นตัวนั้นๆ
ทำความรู้จักคำว่า ปริมาณ (Volume) และ มูลค่า (Value) กันก่อน
สองคำนี้จะมีบทบาทในการช่วยจำแนกเกณฑ์การซื้อขาย Big Lot และจะช่วยให้เราเห็นภาพทิศทางการเคลื่อนไหวของราคามากยิ่งขึ้น
- ปริมาณในหุ้น คือ จำนวนหุ้นที่มีการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ภายในช่วงเวลาหนึ่ง เช่น ภายในหนึ่งวันทำการ หรือในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งที่กำหนด โดยปริมาณการซื้อขายนี้นับรวมทั้งจำนวนหุ้นที่ถูกซื้อและถูกขาย และแสดงถึงกิจกรรมการซื้อขายในตลาดว่ามีความหนาแน่นมากน้อยเพียงใด
- มูลค่าในหุ้น คือ จำนวนเงินที่เราต้องใช้ในการซื้อหุ้นจำนวนหนึ่ง ยกตัวอย่างเช่น เราต้องการ ซื้อหุ้น A ที่ราคา 20 บาท จำนวน 1,000 หุ้น หมายความว่าเราจะต้องใช้เงินทั้งหมด 20,000 บาท ในการซื้อหุ้นนี้ ซึ่งก็หมายความว่าหุ้น A ที่เรากำลังจะซื้อมีมูลค่า 20,000 บาทนั่นเอง
ความสำคัญของปริมาณและมูลค่าในการซื้อขายหุ้น
จากที่เกริ่นมาในข้างต้นราคาของหุ้นมีการเคลื่อนไหวจากการซื้อและขายของนักลงทุนในตลาด ซึ่งราสามารถนำข้อมูลเหล่านี้มาวิเคราะห์เพื่อคาดเดาและวางแผนการลงทุนของเราได้ โดยเราสามารถสรุปได้เป็นข้อๆดังนี้
- สัญญาณความสนใจในหุ้น ปริมาณและมูลค่าการซื้อขายที่สูงมักสะท้อนให้เห็นถึงความสนใจของนักลงทุนที่มีในหุ้นนั้นมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นจากนักลงทุนรายย่อยหรือรายใหญ่ ซึ่งอาจส่งผลให้ราคาหุ้นมีการเคลื่อนไหวที่สำคัญ
- การวิเคราะห์แนวโน้มราคา: นักวิเคราะห์มักใช้มูลค่าการซื้อขายควบคู่กับปริมาณการซื้อขายเพื่อยืนยันแนวโน้มของตลาด เช่น หากราคาหุ้นเพิ่มขึ้นพร้อมกับมูลค่าการซื้อขายที่สูง จะถือเป็นสัญญาณบวกว่าแนวโน้มขึ้นนั้นมีความแข็งแกร่ง
- การวิเคราะห์สภาพคล่อง (Liquidity) ปริมาณการซื้อขายช่วยให้นักลงทุนเห็นถึงสภาพคล่องของหุ้นนั้น หากหุ้นมีปริมาณการซื้อขายสูง ก็หมายความว่าสามารถซื้อขายได้ง่าย แต่หากมีปริมาณต่ำ อาจหมายถึงหุ้นนั้นมีสภาพคล่องน้อย ขายยาก
Big Lot คืออะไร?
Big Lot คือ การซื้อขายหลักทรัพย์รายใหญ่ บนกระดานที่ตลาดหลักทรัพย์จัดเตรียมไว้ให้ หรือ Big Lot Board โดยส่วนมากผู้ที่ทำการซื้อขาย Big Lot จะเป็นนักลงทุนรายใหญ่ เช่น สถาบัน เจ้าของกิจการ กลุ่มบริษัท หรืออาจเป็นนักลงทุนที่รวมตัวกันเพื่อซื้อหุ้นตัวนั้นๆในปริมาณมาก การซื้อขาย Big Lot จะมีการตกลงราคากันเองระหว่างผู้ซื้อและผู้ขาย โดยทั่วไปแล้วราคาอาจจะต่ำกว่าราคาปิดตลาดล่าสุดเล็กน้อย แต่ก็ไม่เสมอไปขึ้นอยู่กับการตกลงของทั้งสองฝ่าย เรียกได้ว่าเอาที่สบายใจทั้งคู่ การซื้อขายที่ถือว่าเป็น Big Lot จะต้องมี ปริมาณการซื้อขายหุ้นตั้งแต่ 1ล้านหุ้นขึ้นไป หรือ มีมูลค่าการซื้อขายหุ้นตั้งแต่ 3ล้านบาทขึ้นไป การซื้อขาย Big Lot จะทำกันในช่วงตลาดปิด หรือที่เรียกกันว่า “Over Night” หลังจากนั้นก็จะมาทำการMatching กันในเช้าวันถัดมา โดยมีเงื่อนไขราคาซื้อขาย คือ
- ราคาซื้อขายเป็นไปตามราคา Ceiling & Floor ของหุ้นนั้น (ceiling & floor จะเป็นราคาที่เป็นกรอบไว้เพื่อไม่ให้ราคาหุ้นนั้นแกว่งเกินไป โดยกำหนดไว้ ±30% ของาคาปิดของวันก่อนหน้า)
- ต้องรายงานให้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยทราบทันทีที่ทำรายการเสร็จ
การซื้อขาย Big Lot ส่งผลอย่างไรต่อตลาดหุ้น
การซื้อขายแบบ Big Lot เป็นการซื้อขายที่เกิดขึ้นนอกรอบระหว่างที่ตลาดผิดนั่นหมายความว่านักลงทุนรายใหญ่ไม่ต้องไปไล่ราคาในตลาดเพื่อที่จะให้ได้ปริมาณหุ้นครบตามต้องการ ซึ่งการไล่ซื้อหุ้นในตลาดปริมาณมากอาจส่งผลให้หุ้นปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็ว ซึ่งจะทำให้ตลาดขาดเสถียรภาพ ในทางกลับกันถ้าเป็นการขายในปริมาณที่มากในช่วงระยะเวลาทำการปกติของตลาดจะเป็นเหมือนการทุบหุ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาปรับตัวลงอย่างรวดเร็ว และส่งสัญญาณเชิงลบแก่นักลงทุนทั่วไป
วิธีการเช็คข้อมูลหุ้นที่มีการซื้อขาย Big Lot
เราสามารถทำการตรวจสอบรายชื่อหุ้นที่มีการซื้อขาย Big Lot ได้ผ่าน www.settrade.com >>> หุ้น >>> สรุปข้อมูลการซื้อขาย >>> ข้อมูลหุ้นที่มีการซื้อขายบิ๊กล็อต (Big Lot)
สรุป
การซื้อขายแบบ Big Lot ที่กระทำผ่านกระดานที่ตลาดหลักทรัพย์จัดไว้ให้นอกเวลาทำการในบางครั้งอาจจะไม่กระทบกับราคาตลาดโดยตรง แต่ทั้งนี้ข้อมูลเกี่ยวกับการซื้อขายหุ้นในปริมาณและมูลค่าที่สูงย่อมส่งผลต่อจิตวิทยาการลงทุนของนักลงทุนทั่วไป อย่างไรก็ตามการซื้อขาย Big Lot เป็นเพียงปัจจัยหนึ่งเท่านั้น ซึ่งอาจเป็นได้ทั้งสัญญาณบวกหรือลบ นักลงทุนจำเป็นจะต้องมีการนำปัจจัยด้านอื่นๆมาทำการวิเคราะห์เพื่อการตัดสินใจที่แม่นยำยิ่งขึ้น


